ไทยพุทธ

ปทุมธานี: เมืองมอญที่หล่อเลี้ยงสยาม

ปทุมธานี: เมืองมอญที่หล่อเลี้ยงสยาม

สายน้ำเจ้าพระยาไหลผ่านแผ่นดินนี้มาหลายร้อยปี ก่อนที่โลกจะรู้จักชื่อ "ปทุมธานี" เมืองแห่งดอกบัว ที่นี่เคยเป็นเพียงชายฝั่งเงียบสงบ รอคอยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง... ชาวมอญผู้หนีภัยสงครามข้ามแผ่นดิน ข้ามแม่น้ำ เพื่อมาตั้งรกรากกลางสายน้ำแห่งนี้ แต่ทำไมผู้ลี้ภัยไร้แผ่นดิน จึงกลายเป็นผู้หล่อเลี้ยงอู่ข้าวอู่น้ำทั้งสยาม? คลองที่ขุดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เปลี่ยนโฉมหน้าแผ่นดินนี้อย่างไร? และเพราะเหตุใดเมืองเล็ก ๆ ริมน้ำแห่งนี้ จึงกลายเป็นที่ตั้งอนุสรณ์สถานแห่งชาติ เพื่อรำลึกวีรชนผู้เสียสละเลือดเนื้อเพื่อแผ่นดิน? จากการหนีศึกสร้างเมือง สู่วัดมอญกลางสายน้ำ จากคลองที่พลิกแผ่นดิน สู่สงกรานต์มอญที่ไม่เคยตาย และวีรชนผู้จารึกชื่อไว้กลางใจชาติ... 5 เรื่องเล่าต่อจากนี้ จะพาคุณย้อนเวลากลับไปหาคำตอบ และเมื่อดูจบ คุณจะไม่มองปทุมธานีเหมือนเดิมอีกต่อไป ค่ำคืนหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา... เสียงพายกระทบน้ำแผ่วเบา ราวกับกลัวจะปลุกใครให้ตื่น ชาวมอญนับพันครัวเรือน ทิ้งบ้านเกิดในหงสาวดี หนีทัพพม่าที่กวาดล้างไม่หยุดหย่อน พวกเขาไม่มีแผ่นดินจะกลับ มีเพียงเรือลำเล็กและศรัทธาว่า... ฝั่งสยามจะเปิดรับ พ.ศ. 2317 คือปีที่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ ชาวมอญกลุ่มใหญ่อพยพเข้าสู่ราชอาณาจักรธนบุรี เข้าพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระเจ้าตากสินมหาราช พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งถิ่นฐานอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ตำบลที่ในกาลต่อมาจะถูกเรียกขานว่า "สามโคก" พวกเขาไม่ได้มาตัวเปล่า... ชาวมอญนำทั้งฝีมือช่าง ความชำนาญด้านการค้า และวิถีชีวิตริมน้ำติดตัวมาด้วย ที่ราบลุ่มแห่งนี้เต็มไปด้วยลำคลอง เหมาะแก่การเพาะปลูกและตั้งชุมชน สามโคกจึงค่อยๆ เติบโตจากหมู่บ้านผู้ลี้ภัย กลายเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญ เวลาผ่านไปหลายสิบปี แผ่นดินเปลี่ยนรัชสมัย จากธนบุรีสู่รัตนโกสินทร์ สามโคกยังคงยืนหยัดริมฝั่งเจ้าพระยา... จนกระทั่ง พ.ศ. 2358 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า ครานั้นดอกบัวหลวงบานสะพรั่งเต็มท้องน้ำรอบเมืองสามโคก งดงามจนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตา พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามเมืองใหม่ว่า "ประทุมธานี" อันมีความหมายว่า... เมืองแห่งดอกบัว นับแต่วันนั้น ชื่อ "สามโคก" ก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากแผนที่ราชการ เหลือไว้เพียงตำนานแห่งการหนีศึกและการเริ่มต้นใหม่ ส่วน "ปทุมธานี" ได้กลายเป็นชื่อที่จารึกในประวัติศาสตร์ไทยตราบจนทุกวันนี้ แต่เมืองแห่งดอกบัวนี้... ยังมีอีกหลายเรื่องราวที่รอการเปิดเผย กลางสายน้ำเจ้าพระยา... มีเกาะเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะกลายเป็นที่พึ่งทางใจของคนทั้งชุมชน เมื่อชาวมอญลงหลักปักฐานบนเกาะสามโคก คำถามหนึ่งเกิดขึ้นในใจของทุกครอบครัว... เมื่อบ้านเกิดอยู่ไกลลิบ แล้วอะไรจะยึดโยงพวกเขาไว้ด้วยกัน คำตอบคือศาสนา... และสัญลักษณ์ที่พวกเขาคุ้นเคยมาแต่บรรพบุรุษ นั่นคือ "หงส์" ตัวแทนแห่งเมืองหงสาวดี บ้านเกิดที่พวกเขาจากมา ชาวมอญจึงร่วมแรงร่วมใจกันสร้างวัดขึ้นกลางเกาะ ตั้งชื่อว่า "วัดหงส์ปทุมาวาส" ให้หงส์เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้กายจะพลัดถิ่น แต่จิตวิญญาณยังผูกพันกับรากเหง้าเดิม สถาปัตยกรรมของวัดสะท้อนกลิ่นอายมอญอย่างชัดเจน... หลังคาซ้อนชั้น ลวดลายปูนปั้นที่ต่างจากวัดไทยทั่วไป เจดีย์ทรงมอญที่ตั้งตระหง่านราวกับจะบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางอันยาวไกล ทุกก้อนอิฐ ทุกเส้นสายศิลปะ ล้วนเป็นบันทึกความทรงจำที่ไม่มีตัวอักษร รอบวัด ชุมชนมอญค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น... เสียงสวดมนต์แบบมอญดังกังวานยามเช้า ประเพณีตักบาตรพระร้อยที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่หาไม่ได้จากที่ใด... วัดหงส์ปทุมาวาสจึงไม่ใช่เพียงสถานที่ประกอบพิธีกรรม แต่เป็นศูนย์กลางที่หลอมรวมทุกชีวิตบนเกาะให้เป็นหนึ่งเดียว กาลเวลาผ่านไปหลายชั่วอายุคน... เกาะสามโคกเปลี่ยนแปลงไปมาก ผู้คนมาแล้วก็จากไป แต่วัดมอญกลางสายน้ำแห่งนี้ยังคงตั้งมั่น เป็นประจักษ์พยานว่าอัตลักษณ์ของชนชาติหนึ่งสามารถดำรงอยู่ได้ แม้ในดินแดนที่ไม่ใช่บ้านเกิด และเมื่อรากฐานทางจิตใจมั่นคงแล้ว... สิ่งที่จะตามมาคือการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของดินแดนแห่งนี้ ที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าปทุมธานีไปตลอดกาล ปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว... แผ่นดินฝั่งตะวันออกของปทุมธานียังเป็นเพียงทุ่งหญ้ารกร้างและป่าละเมาะ น้ำท่วมขังในฤดูฝน แห้งแล้งในฤดูร้อน ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปตั้งถิ่นฐาน... ขณะที่ประชากรสยามเพิ่มขึ้น ข้าวกลายเป็นสินค้าส่งออกที่โลกต้องการ แต่ผืนนาเดิมริมแม่น้ำเจ้าพระยาไม่พอจะรองรับความต้องการนั้นอีกต่อไป พ.ศ. 2433... พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เริ่มโครงการขุดคลองครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่แผ่นดินสยามเคยมีมา บริษัทขุดคลองแลคูนาสยามได้รับสัมปทาน นำเครื่องจักรกลจากต่างประเทศเข้ามาแทนแรงงานคนล้วน... นี่คือหนึ่งในโครงการชลประทานที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคนั้น คลองสายหลักที่ขุดขึ้นได้รับพระราชทานนามว่า "คลองรังสิตประยูรศักดิ์" ทอดตัวยาวผ่านผืนดินที่เคยไร้ค่า พร้อมคลองซอยแยกย่อยนับสิบสาย แผ่กระจายดุจเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงแผ่นดินใหม่ทั้งผืน... น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลเข้าสู่ทุ่งที่เคยแห้งแล้ง เปลี่ยนทุ่งร้างให้กลายเป็นนาข้าวเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา ข่าวการขุดคลองแพร่กระจายไปทั่วภาคกลาง... ผู้คนจากทุกสารทิศ ทั้งไทย มอญ จีน และลาว ต่างพากันอพยพเข้ามาจับจองที่ดินริมคลอง เพื่อแสวงหาชีวิตใหม่บนผืนนาอันอุดม ปทุมธานีที่เคยเป็นเพียงเมืองริมน้ำของชาวมอญ ก็เริ่มเปลี่ยนโฉมหน้าอีกครั้ง ภายในเวลาไม่นาน พื้นที่รกร้างหลายแสนไร่กลายเป็นแหล่งผลิตข้าวชั้นนำของสยาม... คลองรังสิตประยูรศักดิ์ไม่เพียงพลิกผืนแผ่นดิน แต่ยังพลิกโครงสร้างสังคมของปทุมธานีไปตลอดกาล ผู้คนหลากเชื้อชาติที่เคยแยกกันอยู่ ต้องมาอยู่ร่วมผืนดินเดียวกัน แบ่งปันน้ำสายเดียวกัน... และในบรรดาผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาตั้งถิ่นฐานริมคลองสายใหม่นี้ ยังมีอีกหนึ่งกลุ่มชนที่จะมาเติมเต็มความหลากหลายให้ปทุมธานี... ด้วยศรัทธาและวิถีชีวิตที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเมษายนมาเยือน สายลมริมฝั่งเจ้าพระยาที่สามโคกจะพัดพาเอากลิ่นธูปเทียนและเสียงกลองยาวมาปลุกผืนดินให้ตื่น... เสียงระฆังจากวัดหงส์ปทุมาวาสดังกังวานราวกับเรียกขานลูกหลานมอญให้กลับคืนถิ่นเกิด ก่อนรุ่งสาง ชาวบ้านเรียงสำรับอาหารสองฝั่งถนนหน้าวัด รอคอยขบวนพระสงฆ์ที่นิมนต์มาจากหลายวัดรอบสามโคกให้ครบนับร้อยรูป นี่คือที่มาของชื่อพิธี "ตักบาตรพระร้อย" ประเพณีที่ไม่ได้นับเพียงจำนวนพระสงฆ์ แต่นับความศรัทธาอันไม่เคยจางหายของชุมชนมอญที่อยู่ร่วมแผ่นดินไทยมาหลายชั่วอายุคน แล้วขบวนก็เคลื่อนมา... หงส์ทองอร่ามลอยเด่นเหนือเสาสูง สัญลักษณ์แห่งหงสาวดีที่ฝังรากมาตั้งแต่วันแรกที่บรรพบุรุษข้ามแม่น้ำมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ถัดจากหงส์ คือธงตะขาบ ริ้วผ้ายาวสะบัดพลิ้วดุจลำตัวสัตว์นำโชคตามความเชื่อมอญโบราณ แต่ละปล้องแขวนกระดิ่งเล็กๆ กระทบกันเป็นเสียงดนตรีบอกกล่าวแก่ผู้คนสองฝั่งทางว่า "เรายังอยู่ที่นี่" หญิงชายในชุดมอญโบราณ สีสันจัดจ้านตามสายตระกูล เดินตามจังหวะกลองยาวและซอมอญ ก่อนหยุดพักที่ลานวัดเพื่อสรงน้ำพระพุทธรูปและรดน้ำขอพรผู้อาวุโส... ทุกท่วงท่า ทุกลีลา คือบทเรียนที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นโดยไม่มีตำราเล่มใดบันทึกไว้ นอกจากความทรงจำในสายเลือดและลมหายใจของผู้เฒ่าผู้แก่ สองศตวรรษผ่านไป... เมืองเปลี่ยน คนเปลี่ยน แต่หงส์ยังบินอยู่เหนือสามโคกทุกเดือนเมษายน ราวกับย้ำเตือนว่าอัตลักษณ์มอญมิได้ตายไปพร้อมกาลเวลา หากแต่มีชีวิตอยู่ในทุกฝีเท้าของขบวนแห่ ทุกคำสวดในพิธีตักบาตร และทุกเสียงกระดิ่งที่แขวนไหวตามสายลมเหนือลำน้ำเจ้าพระยา แต่เมื่อสายน้ำเจ้าพระยายังไหลไม่หยุดนิ่ง... ปทุมธานีเองก็กำลังจะเผชิญกับกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ ที่จะพลิกโฉมผืนดินแห่งนี้อีกครั้งในหน้าประวัติศาสตร์ถัดไป ปี พ.ศ. 2525... ในห้องประชุมคณะรัฐมนตรีที่มีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นประธาน มีเสียงเงียบแทรกอยู่ระหว่างถ้อยคำหนักแน่นของพลเอกสายหยุด เกิดผล ผู้บัญชาการทหารสูงสุด... เขาตั้งคำถามที่ไม่มีใครกล้าถาม — เราสร้างอนุสาวรีย์ทหารอาสา อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไว้รำลึกสงครามแต่ละยุค แล้ววีรชนจากสงครามเกาหลี เวียดนาม และการปราบปรามคอมมิวนิสต์เล่า... ใครจะเป็นผู้จารึกชื่อพวกเขา วันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2525 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ... จุดเริ่มต้นของแผ่นดินผืนหนึ่งที่ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา ถูกกำหนดให้กลายเป็นที่รวมจิตวิญญาณของชาติ บนเนื้อที่ 38 ไร่ 1 งาน 97 ตารางวา ตรงจุดที่ถนนวิภาวดีรังสิตบรรจบกับถนนพหลโยธิน งบประมาณ 150 ล้านบาทถูกทุ่มลงบนผืนดินนั้น... ปีแล้วปีเล่าผ่านไป จนกระทั่งวันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิด... อนุสรณ์สถานแห่งชาติถือกำเนิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ ภายในประกอบด้วยส่วนสำคัญ 5 ส่วน เริ่มจาก "ลานประกอบพิธี" ลานกว้างที่ตั้งแถวทหารได้ถึง 3 กองร้อย ใช้รับแขกบ้านแขกเมืองและวางพวงมาลาในวันสำคัญ เช่น วันกองทัพไทย วันทหารผ่านศึก... ที่นี่จึงไม่ใช่เพียงอาคาร แต่เป็นเวทีแห่งความทรงจำร่วมของชาติ ทุกวันนี้ อนุสรณ์สถานแห่งนี้อยู่ในความดูแลของกองประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร เปิดให้เข้าชมทุกวันโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ยกเว้นวันหยุดราชการ ตั้งอยู่ตรงข้ามสนามกีฬาธูปะเตมีย์... หลายคนขับรถผ่านทางแยกต่างระดับตรงหน้าโดยไม่รู้ว่า ชื่อ "ทางแยกต่างระดับอนุสรณ์สถาน" นั้น ถูกตั้งขึ้นตามชื่อสถานที่แห่งนี้เอง จากคำถามหนึ่งในห้องประชุม สู่แผ่นดินที่รวมวีรชนทุกยุคไว้ในที่เดียว... ปทุมธานีจึงไม่ใช่เพียงเมืองเกษตรกรรมหรือชุมชนมอญโบราณ แต่คือแผ่นดินที่โอบรับทั้งอดีตอันรุ่งเรืองและความกล้าหาญที่ไม่มีวันเลือนหาย... และนี่คือบทสุดท้ายที่ปิดตำนาน 77 จังหวัดแห่งแผ่นดินไทยไว้ด้วยความภาคภูมิ จากผู้ลี้ภัยที่ไร้แม้แต่แผ่นดินจะยืน สู่ผู้หล่อเลี้ยงอู่ข้าวทั้งสยาม ปทุมธานีคือบทพิสูจน์ว่า... ผู้อพยพก็สามารถสร้างแผ่นดิน และหล่อเลี้ยงชาติได้ไม่ต่างจากคนดั้งเดิม ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามชมมาจนถึงตอนจบครับ คนปทุมธานีครับ... เรื่องเล่าไหนของบ้านเรา ที่โรงเรียนไม่เคยสอน คอมเมนต์บอกผมหน่อย ผมอยากฟังจากปากคนพื้นที่จริง ๆ ถ้าชอบเรื่องเล่าแบบนี้... กดติดตาม และกดกระดิ่งแจ้งเตือนไว้นะครับ... แล้วพบกันตอนต่อไป

ดังเรื่องอะไร

สารคดี

วิธีไหว้ Step-by-Step

1

เข้าวัด

เข้าวัด ไหว้เจดีย์และพระพุทธรูป

2

บอกชื่อและขอพร

บอกชื่อ-นามสกุล ขอสิ่งที่ชอบธรรม

3

ตั้งจิตอธิษฐาน

ตั้งจิตด้วยความบริสุทธิ์

ของไหว้

ดอกบัว
ธูป 3 ดอก
เทียน 1 เล่ม

เวลาที่ดี

เช้า 05:00-09:00

เวลาเปิด-ปิด

05:00 - 18:00 ทุกวัน

ค่าเข้า

ฟรี

การแต่งกาย

แต่งกายสุภาพ ปิดไหล่ ปิดเข่า

การแก้บน

กลับมาขอบคุณพระเถระ

เคล็ดลับ

  • ไหว้ด้วยใจบริสุทธิ์
  • เข้าวัดด้วยจิตสำนึกอันเคารพ
  • หลังจากได้รับพรสำเร็จ กลับมาดลพิษ

ถาม AI เรื่องปทุมธานี: เมืองมอญที่หล่อเลี้ยงสยามได้เลย

Mulute AI พร้อมให้คำปรึกษาเฉพาะทางเรื่องปทุมธานี: เมืองมอญที่หล่อเลี้ยงสยาม

คำถามที่พบบ่อย

1เรื่อง ปทุมธานี: เมืองมอญที่หล่อเลี้ยงสยาม มาจากไหน?

สายน้ำเจ้าพระยาไหลผ่านแผ่นดินนี้มาหลายร้อยปี ก่อนที่โลกจะรู้จักชื่อ "ปทุมธานี" เมืองแห่งดอกบัว ที่นี่เคยเป็นเพียงชายฝั่งเงียบสงบ รอคอยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง... ชาวมอญผู้หนีภัยสงครามข้ามแผ่นดิน ข้ามแม่น้ำ เพื่อมาตั้งรกรากกลางสายน้ำแห่งนี้ แต่ทำไมผู้ลี้ภัยไร้แผ่นดิน จึงกลายเป็นผู้หล่อเลี้ยงอู่ข้าวอู่น้ำทั้งสยาม? คลองที่ขุดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เปลี่ยนโฉมหน้าแผ่นดินนี้อย่างไร? และเพราะเหตุใดเมืองเล็ก ๆ ริมน้ำแห่งนี้ จึงกลายเป็นที่ตั้งอนุสรณ์สถานแห่งชาติ เพื่อรำลึกวีรชนผู้เสียสละเลือดเนื้อเพื่อแผ่นดิน? จากการหนีศึกสร้างเมือง สู่วัดมอญกลางสายน้ำ จากคลองที่พลิกแผ่นดิน สู่สงกรานต์มอญที่ไม่เคยตาย และวีรชนผู้จารึกชื่อไว้กลางใจชาติ... 5 เรื่องเล่าต่อจากนี้ จะพาคุณย้อนเวลากลับไปหาคำตอบ และเมื่อดูจบ คุณจะไม่มองปทุมธานีเหมือนเดิมอีกต่อไป ค่ำคืนหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา... เสียงพายกระทบน้ำแผ่วเบา ราวกับกลัวจะปลุกใครให้ตื่น ชาวมอญนับพันครัวเรือน ทิ้งบ้านเกิดในหงสาวดี หนีทัพพม่าที่กวาดล้างไม่หยุดหย่อน พวกเขาไม่มีแผ่นดินจะกลับ มีเพียงเรือลำเล็กและศรัทธาว่า... ฝั่งสยามจะเปิดรับ พ.ศ. 2317 คือปีที่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ ชาวมอญกลุ่มใหญ่อพยพเข้าสู่ราชอาณาจักรธนบุรี เข้าพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระเจ้าตากสินมหาราช พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งถิ่นฐานอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ตำบลที่ในกาลต่อมาจะถูกเรียกขานว่า "สามโคก" พวกเขาไม่ได้มาตัวเปล่า... ชาวมอญนำทั้งฝีมือช่าง ความชำนาญด้านการค้า และวิถีชีวิตริมน้ำติดตัวมาด้วย ที่ราบลุ่มแห่งนี้เต็มไปด้วยลำคลอง เหมาะแก่การเพาะปลูกและตั้งชุมชน สามโคกจึงค่อยๆ เติบโตจากหมู่บ้านผู้ลี้ภัย กลายเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญ เวลาผ่านไปหลายสิบปี แผ่นดินเปลี่ยนรัชสมัย จากธนบุรีสู่รัตนโกสินทร์ สามโคกยังคงยืนหยัดริมฝั่งเจ้าพระยา... จนกระทั่ง พ.ศ. 2358 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า ครานั้นดอกบัวหลวงบานสะพรั่งเต็มท้องน้ำรอบเมืองสามโคก งดงามจนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตา พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามเมืองใหม่ว่า "ประทุมธานี" อันมีความหมายว่า... เมืองแห่งดอกบัว นับแต่วันนั้น ชื่อ "สามโคก" ก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากแผนที่ราชการ เหลือไว้เพียงตำนานแห่งการหนีศึกและการเริ่มต้นใหม่ ส่วน "ปทุมธานี" ได้กลายเป็นชื่อที่จารึกในประวัติศาสตร์ไทยตราบจนทุกวันนี้ แต่เมืองแห่งดอกบัวนี้... ยังมีอีกหลายเรื่องราวที่รอการเปิดเผย กลางสายน้ำเจ้าพระยา... มีเกาะเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะกลายเป็นที่พึ่งทางใจของคนทั้งชุมชน เมื่อชาวมอญลงหลักปักฐานบนเกาะสามโคก คำถามหนึ่งเกิดขึ้นในใจของทุกครอบครัว... เมื่อบ้านเกิดอยู่ไกลลิบ แล้วอะไรจะยึดโยงพวกเขาไว้ด้วยกัน คำตอบคือศาสนา... และสัญลักษณ์ที่พวกเขาคุ้นเคยมาแต่บรรพบุรุษ นั่นคือ "หงส์" ตัวแทนแห่งเมืองหงสาวดี บ้านเกิดที่พวกเขาจากมา ชาวมอญจึงร่วมแรงร่วมใจกันสร้างวัดขึ้นกลางเกาะ ตั้งชื่อว่า "วัดหงส์ปทุมาวาส" ให้หงส์เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้กายจะพลัดถิ่น แต่จิตวิญญาณยังผูกพันกับรากเหง้าเดิม สถาปัตยกรรมของวัดสะท้อนกลิ่นอายมอญอย่างชัดเจน... หลังคาซ้อนชั้น ลวดลายปูนปั้นที่ต่างจากวัดไทยทั่วไป เจดีย์ทรงมอญที่ตั้งตระหง่านราวกับจะบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางอันยาวไกล ทุกก้อนอิฐ ทุกเส้นสายศิลปะ ล้วนเป็นบันทึกความทรงจำที่ไม่มีตัวอักษร รอบวัด ชุมชนมอญค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น... เสียงสวดมนต์แบบมอญดังกังวานยามเช้า ประเพณีตักบาตรพระร้อยที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่หาไม่ได้จากที่ใด... วัดหงส์ปทุมาวาสจึงไม่ใช่เพียงสถานที่ประกอบพิธีกรรม แต่เป็นศูนย์กลางที่หลอมรวมทุกชีวิตบนเกาะให้เป็นหนึ่งเดียว กาลเวลาผ่านไปหลายชั่วอายุคน... เกาะสามโคกเปลี่ยนแปลงไปมาก ผู้คนมาแล้วก็จากไป แต่วัดมอญกลางสายน้ำแห่งนี้ยังคงตั้งมั่น เป็นประจักษ์พยานว่าอัตลักษณ์ของชนชาติหนึ่งสามารถดำรงอยู่ได้ แม้ในดินแดนที่ไม่ใช่บ้านเกิด และเมื่อรากฐานทางจิตใจมั่นคงแล้ว... สิ่งที่จะตามมาคือการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของดินแดนแห่งนี้ ที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าปทุมธานีไปตลอดกาล ปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว... แผ่นดินฝั่งตะวันออกของปทุมธานียังเป็นเพียงทุ่งหญ้ารกร้างและป่าละเมาะ น้ำท่วมขังในฤดูฝน แห้งแล้งในฤดูร้อน ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปตั้งถิ่นฐาน... ขณะที่ประชากรสยามเพิ่มขึ้น ข้าวกลายเป็นสินค้าส่งออกที่โลกต้องการ แต่ผืนนาเดิมริมแม่น้ำเจ้าพระยาไม่พอจะรองรับความต้องการนั้นอีกต่อไป พ.ศ. 2433... พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เริ่มโครงการขุดคลองครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่แผ่นดินสยามเคยมีมา บริษัทขุดคลองแลคูนาสยามได้รับสัมปทาน นำเครื่องจักรกลจากต่างประเทศเข้ามาแทนแรงงานคนล้วน... นี่คือหนึ่งในโครงการชลประทานที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคนั้น คลองสายหลักที่ขุดขึ้นได้รับพระราชทานนามว่า "คลองรังสิตประยูรศักดิ์" ทอดตัวยาวผ่านผืนดินที่เคยไร้ค่า พร้อมคลองซอยแยกย่อยนับสิบสาย แผ่กระจายดุจเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงแผ่นดินใหม่ทั้งผืน... น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลเข้าสู่ทุ่งที่เคยแห้งแล้ง เปลี่ยนทุ่งร้างให้กลายเป็นนาข้าวเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา ข่าวการขุดคลองแพร่กระจายไปทั่วภาคกลาง... ผู้คนจากทุกสารทิศ ทั้งไทย มอญ จีน และลาว ต่างพากันอพยพเข้ามาจับจองที่ดินริมคลอง เพื่อแสวงหาชีวิตใหม่บนผืนนาอันอุดม ปทุมธานีที่เคยเป็นเพียงเมืองริมน้ำของชาวมอญ ก็เริ่มเปลี่ยนโฉมหน้าอีกครั้ง ภายในเวลาไม่นาน พื้นที่รกร้างหลายแสนไร่กลายเป็นแหล่งผลิตข้าวชั้นนำของสยาม... คลองรังสิตประยูรศักดิ์ไม่เพียงพลิกผืนแผ่นดิน แต่ยังพลิกโครงสร้างสังคมของปทุมธานีไปตลอดกาล ผู้คนหลากเชื้อชาติที่เคยแยกกันอยู่ ต้องมาอยู่ร่วมผืนดินเดียวกัน แบ่งปันน้ำสายเดียวกัน... และในบรรดาผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาตั้งถิ่นฐานริมคลองสายใหม่นี้ ยังมีอีกหนึ่งกลุ่มชนที่จะมาเติมเต็มความหลากหลายให้ปทุมธานี... ด้วยศรัทธาและวิถีชีวิตที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเมษายนมาเยือน สายลมริมฝั่งเจ้าพระยาที่สามโคกจะพัดพาเอากลิ่นธูปเทียนและเสียงกลองยาวมาปลุกผืนดินให้ตื่น... เสียงระฆังจากวัดหงส์ปทุมาวาสดังกังวานราวกับเรียกขานลูกหลานมอญให้กลับคืนถิ่นเกิด ก่อนรุ่งสาง ชาวบ้านเรียงสำรับอาหารสองฝั่งถนนหน้าวัด รอคอยขบวนพระสงฆ์ที่นิมนต์มาจากหลายวัดรอบสามโคกให้ครบนับร้อยรูป นี่คือที่มาของชื่อพิธี "ตักบาตรพระร้อย" ประเพณีที่ไม่ได้นับเพียงจำนวนพระสงฆ์ แต่นับความศรัทธาอันไม่เคยจางหายของชุมชนมอญที่อยู่ร่วมแผ่นดินไทยมาหลายชั่วอายุคน แล้วขบวนก็เคลื่อนมา... หงส์ทองอร่ามลอยเด่นเหนือเสาสูง สัญลักษณ์แห่งหงสาวดีที่ฝังรากมาตั้งแต่วันแรกที่บรรพบุรุษข้ามแม่น้ำมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ถัดจากหงส์ คือธงตะขาบ ริ้วผ้ายาวสะบัดพลิ้วดุจลำตัวสัตว์นำโชคตามความเชื่อมอญโบราณ แต่ละปล้องแขวนกระดิ่งเล็กๆ กระทบกันเป็นเสียงดนตรีบอกกล่าวแก่ผู้คนสองฝั่งทางว่า "เรายังอยู่ที่นี่" หญิงชายในชุดมอญโบราณ สีสันจัดจ้านตามสายตระกูล เดินตามจังหวะกลองยาวและซอมอญ ก่อนหยุดพักที่ลานวัดเพื่อสรงน้ำพระพุทธรูปและรดน้ำขอพรผู้อาวุโส... ทุกท่วงท่า ทุกลีลา คือบทเรียนที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นโดยไม่มีตำราเล่มใดบันทึกไว้ นอกจากความทรงจำในสายเลือดและลมหายใจของผู้เฒ่าผู้แก่ สองศตวรรษผ่านไป... เมืองเปลี่ยน คนเปลี่ยน แต่หงส์ยังบินอยู่เหนือสามโคกทุกเดือนเมษายน ราวกับย้ำเตือนว่าอัตลักษณ์มอญมิได้ตายไปพร้อมกาลเวลา หากแต่มีชีวิตอยู่ในทุกฝีเท้าของขบวนแห่ ทุกคำสวดในพิธีตักบาตร และทุกเสียงกระดิ่งที่แขวนไหวตามสายลมเหนือลำน้ำเจ้าพระยา แต่เมื่อสายน้ำเจ้าพระยายังไหลไม่หยุดนิ่ง... ปทุมธานีเองก็กำลังจะเผชิญกับกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ ที่จะพลิกโฉมผืนดินแห่งนี้อีกครั้งในหน้าประวัติศาสตร์ถัดไป ปี พ.ศ. 2525... ในห้องประชุมคณะรัฐมนตรีที่มีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นประธาน มีเสียงเงียบแทรกอยู่ระหว่างถ้อยคำหนักแน่นของพลเอกสายหยุด เกิดผล ผู้บัญชาการทหารสูงสุด... เขาตั้งคำถามที่ไม่มีใครกล้าถาม — เราสร้างอนุสาวรีย์ทหารอาสา อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไว้รำลึกสงครามแต่ละยุค แล้ววีรชนจากสงครามเกาหลี เวียดนาม และการปราบปรามคอมมิวนิสต์เล่า... ใครจะเป็นผู้จารึกชื่อพวกเขา วันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2525 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ... จุดเริ่มต้นของแผ่นดินผืนหนึ่งที่ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา ถูกกำหนดให้กลายเป็นที่รวมจิตวิญญาณของชาติ บนเนื้อที่ 38 ไร่ 1 งาน 97 ตารางวา ตรงจุดที่ถนนวิภาวดีรังสิตบรรจบกับถนนพหลโยธิน งบประมาณ 150 ล้านบาทถูกทุ่มลงบนผืนดินนั้น... ปีแล้วปีเล่าผ่านไป จนกระทั่งวันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิด... อนุสรณ์สถานแห่งชาติถือกำเนิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ ภายในประกอบด้วยส่วนสำคัญ 5 ส่วน เริ่มจาก "ลานประกอบพิธี" ลานกว้างที่ตั้งแถวทหารได้ถึง 3 กองร้อย ใช้รับแขกบ้านแขกเมืองและวางพวงมาลาในวันสำคัญ เช่น วันกองทัพไทย วันทหารผ่านศึก... ที่นี่จึงไม่ใช่เพียงอาคาร แต่เป็นเวทีแห่งความทรงจำร่วมของชาติ ทุกวันนี้ อนุสรณ์สถานแห่งนี้อยู่ในความดูแลของกองประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร เปิดให้เข้าชมทุกวันโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ยกเว้นวันหยุดราชการ ตั้งอยู่ตรงข้ามสนามกีฬาธูปะเตมีย์... หลายคนขับรถผ่านทางแยกต่างระดับตรงหน้าโดยไม่รู้ว่า ชื่อ "ทางแยกต่างระดับอนุสรณ์สถาน" นั้น ถูกตั้งขึ้นตามชื่อสถานที่แห่งนี้เอง จากคำถามหนึ่งในห้องประชุม สู่แผ่นดินที่รวมวีรชนทุกยุคไว้ในที่เดียว... ปทุมธานีจึงไม่ใช่เพียงเมืองเกษตรกรรมหรือชุมชนมอญโบราณ แต่คือแผ่นดินที่โอบรับทั้งอดีตอันรุ่งเรืองและความกล้าหาญที่ไม่มีวันเลือนหาย... และนี่คือบทสุดท้ายที่ปิดตำนาน 77 จังหวัดแห่งแผ่นดินไทยไว้ด้วยความภาคภูมิ จากผู้ลี้ภัยที่ไร้แม้แต่แผ่นดินจะยืน สู่ผู้หล่อเลี้ยงอู่ข้าวทั้งสยาม ปทุมธานีคือบทพิสูจน์ว่า... ผู้อพยพก็สามารถสร้างแผ่นดิน และหล่อเลี้ยงชาติได้ไม่ต่างจากคนดั้งเดิม ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามชมมาจนถึงตอนจบครับ คนปทุมธานีครับ... เรื่องเล่าไหนของบ้านเรา ที่โรงเรียนไม่เคยสอน คอมเมนต์บอกผมหน่อย ผมอยากฟังจากปากคนพื้นที่จริง ๆ ถ้าชอบเรื่องเล่าแบบนี้... กดติดตาม และกดกระดิ่งแจ้งเตือนไว้นะครับ... แล้วพบกันตอนต่อไป

2ขอพรเรื่องอะไรได้บ้าง?

ขอพรได้ทุกเรื่อง เมื่อใจบริสุทธิ์

วัดที่เกี่ยวข้อง

ปทุมธานี: เมืองมอญที่หล่อเลี้ยงสยาม — วิธีไหว้ ของไหว้ ขอพร | Mulute | วัดดัง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ | Mulute